วันพฤหัสบดีที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

องค์ประกอบของการเรียนรู้

องค์ประกอบของการเรียนรู้

มาลินี จุฑารพ.(2537 : 69-71) ได้รวบรวมองค์ประกอบของการเรียนรู้ ไว้ดังนี้ การเรียนรู้เป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปในทางที่ดีขึ้น มีคุณประโยชน์ต่อตนเอง สังคมและประเทศชาติ เมื่อบุคคลได้เรียนรู้ย่อมมีการพัฒนาตนเอง พัฒนาสังคม และพัฒนาประเทศชาติอันจะนำมาซึ่งชีวิตที่มีคุณภาพ สังคมที่พัฒนา และประทศชาติที่ได้รับการพัฒนา สำหรับองค์ประกอบของการเรียนรู้นั้น ได้มีนักวิชาการกล่าวถึงองค์ประกอบของการเรียนรู้ไว้มากมาย เช่น องค์ประกอบของการเรียนรู้ตามแนวคิดของ ครอนบาค (Cronbach,1954) ครอนบาค ได้ให้แนวคิดว่าองค์ประกอบของการเรียนรู้มี 7 ประการได้แก่
1. จุดประสงค์ (Goal) การเรียนวิชาใดๆ ก็ตามควรกำหนดจุดประสงค์ไว้ เช่น ตามที่หลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดจุดประสงค์ที่กำหนดไว้ในแต่ละวิชา และให้ผู้เรียนเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตามจุดประสงค์ที่กำหนดไว้ ครู-อาจารย์จึงได้ประเมินผลตามจุดประสงค์ดังกล่าว ถ้านักเรียนไม่ผ่านจุดประสงค์ใดก็ให้เรียนซ้ำจนกว่าจะผ่านจุดประสงค์นั้น
 2. ความพร้อม (Readiness) ก่อนการเรียนวิชาใดๆก็ตาม ผู้เรียนจะต้องเตรียมตัวให้พร้อมทั้งร่างกาย จิตใจ อุปกรณ์การเรียนและสิ่งแวดล้อม การเตรียมตัวให้พร้อมย่อมจะช่วยให้การเรียนรู้ดำเนินไปด้วยดี ดังคำกล่าวที่ว่าการเตรียมตัวให้ดีเท่ากับการมีชัยไปกว่าครึ่ง
3. สถานการณ์ (Situation) ได้แก่ บรรยากาศและสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ เช่น ในห้องเรียนจะได้แก่ ครู บทเรียน สื่อการสอน สภาพอากาศ และมลพิษต่างๆ (ถ้ามี) สำหรับการเรียนรู้ในห้องสมุด หรือสถานที่นอกห้องเรียน บรรยากาศ ได้แก่ บทเรียน สภาพสื่อการสอน สภาพอากาศ มลพิษต่างๆ ทั้งทางเสียง แสง กลิ่น และภยันตรายต่างๆ ถ้าสถานการณ์เป้นบวกสำหรับผู้เรียนจะช่วยในการเรียนรู้ได้ดี ในทางตรงข้ามถ้าสถานการณ์เป็นลบจะเป็นอุปสรรคในการเรียนรู้
4. การแปลความหมาย (Interpretation) เมื่อผู้เรียนได้พบกับสถานการณ์อาจจะในห้องเรียนหรือนอกห้องเรียนก็ตาม ผู้เรียนจะต้องสัมผัส เช่น ตาดู หูฟัง ใช้ลิ้น และหรือมือสัมผัส ในบรรดาสิ่งเร้า คำสั่ง หรือเนื้อหาสาระต่างๆ แล้วจะต้องแปลความหมายให้ถูกต้อง เป็นความเข้าใจที่ตรงกัน ได้นำไปใช้ ไปปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง ในทางตรงข้ามถ้าผู้เรียนแปลความหมายเบี่ยงเบนไป ผลก็คือเกิดการรับรู้ที่ผิดพลาดได้ ดังนั้นถ้าผู้เรียนได้ตรวจสอบการแปลความหมายของตนให้ถูกต้องแล้ว จะช่วยให้การเรียนรู้มีประสิทธิภาพ
5. การตอบสนอง (Response) เมื่อผู้เรียนได้แปลความหมายของสถานการณ์ที่ก่อให้เกิดการเรียนรู้แล้ว ผู้เรียนจะตัดสินใจแสดงพฤติกรรมตอบสนองต่อสถานการณ์ที่เกี่ยวข้อง เช่น ถ้าผู้เรียนได้เรียนรู้เรื่องการบวก แล้วต่อไปครูได้รับมอบหมายให้ผู้เรียนทำแบบฝึกหัด ผูเรียนก็จะลงมือทำและทำได้ถูกต้องตามจุดประสงค์ การเรียนรู้ก็เกิดขึ้นได้
6. ผลต่อเนื่อง (ConseQuence) เป็นผลต่อเนื่องจากการตอบสนอง ถ้าการตอบสนองตรงตามจุดประสงค์การเรียนรู้ก็จะเกิดขึ้น เมื่อครู อาจารย์ประเมินผลก็ปรากฏว่านักเรียนผ่านจุดประสงค์ต่างๆ ตามที่กำหนดเป็นขั้นต่ำไว้ ครู อาจารย์ยอมรับว่านักเรียนมีผลต่อเนื่องดีและได้เกิดการเรียนรู้แล้ว ในทางตรงข้ามถ้าผู้เรียนตอบสนองไม่ดี หรือการประเมินผลสรุปได้ว่าผู้เรียนไม่ผ่านจุดประสงค์ ย่อมแสดงว่าผลต่อเนื่องไม่ดี ผู้เรียนยังไม่เกิดการเรียนรู้
7. ปฏิกิริยาต่อการขัดขวาง (Reaction to thwarting) เมื่อผู้เรียนได้ดำเนินการตามขั้นตอนของการเรียนรู้จากการกำหนดจุดประสงค์การเตรียมความพร้อม การพบกับสถานการณ์ การแปลความหมาย การตอบสนอง และผลต่อเนื่องที่ได้รับมา ถ้าผลต่อเนื่องเป็นที่พึงพอใจและสอดคล้องกับจุดประสงค์ข้างต้น การเรียนรู้ก็เกิดขึ้น ในทางตรงข้ามถ้าผลต่อเนืองไม่เป็นที่น่าพึงพอใจและหรือไม่สอดคล้องกับจุดประสงค์ของบทเรียน การเรียนย่อมไม่เกิดขึ้น แสดงว่าผู้เรียนพบกับปัญหาและอุปสรรค ผูเรียนจะต้อกลับไปเริ่มต้นนับ ใหม่ จนกว่าจะบรรลุผลสำเร็จ หรือถ้ายอมแพ้อาจจะเปลี่ยนบทเรียนหรือขอถอยวิชานั้นๆไป เพื่อไปเรียนวิชาใหม่ก็ได้

อารี พันธ์มณี (2534 : 88) ได้รวบรวมองค์ประกอบสำคัญในการเรียนรู้ไว้ดังนี้ ดอลลาร์ด และมิลเลอร์ (Dollard and Miller) กล่าวว่า การเรียนรู้ประกอบด้วยสิ่งต่างๆ ดังนี้
1. แรงขับ (drive) เกิดขึ้นเมื่ออินทรีย์ ขาดสมดุล เช่น ขาดอาหาร ขาดน้ำ ขาดการพักผ่อน ฯลฯ ภาวะเหล่านี้จะกระตุ้นให้อินทรีย์แสดงพฤติกรรมเพื่อปรับให้อินทรีย์อยู่ในสภาพสมดุลอย่างเดิม แรงขับมีอยู่ 2 ประเภทคือ
               1.1. แรงขับพื้นฐาน (Primary Drive)  เกิดเนื่องจากความต้องการที่จำเป็นสำหรับการดำเนินชีวิต เป็นความต้องการทางร่างกายต่างๆที่เกิดขึ้น พร้อมๆ กับการมีชีวิตของคน
               1.2. แรงขับที่เกิดจากากรเรียนรู้ (Secondary Drive) เกิดขึ้นภายหลังเป็นความต้องการทางสังคม เช่น ความรัก ฐานะทางสังคม ความมั่นคงปลอดภัย
2. สิ่งเร้า (Stimulus) เป็นสิ่งที่กระตุ้นให้อินทรีย์แสดงกิจกรรมโต้ตอบออกมา เป็นตัวกำหนดพฤติกรรมตอบสนองของร่างกาย
3. การตอบสนอง (Response) ป็นพฤติกรรมหรือกิจกรรมที่อินทรีย์แสดงออกเมื่อมีสิ่งเร้าไปเร้าการเสริมแรง (Reinforcement) เป็นการทำให้สิ่งเร้าและการตอบสนองมีความสัมพันธ์กันมากยิ่งขึ้น เข่น เมื่อนักเรียนทำเลขถูกก็เสริมแรงโดยให้รางวัล การเสริมแรงนี้จะทำให้นักเรียนอยากเรียน (ทำเลข) ในคราว ต่อไป

     ชูชีพ อ่อนโคกสูง ( 2518 ) กล่าวว่า การเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้จะต้องมีองค์ประกอบพื้นฐานอย่างน้อยที่สุด 4 ประการด้วยกัน ดังนี้
1. แรงจูงใจ (Motive) ในขณะที่มีชีวิตอยู่ ร่างกายย่อมมีความต้องการต่างๆ เมื่อใดที่ร่างกายเกิดควาต้องการหรือเกิดความไม่สมดุลขึ้น จะมีแรงขับ (Drive) หรือแรงจูงใจ (Motive) เกิดขึ้นภายในอินทรีย์ผลักดันให้สิ่งที่หายไปนั้นมาให้ร่างกายอยู่ในภาวะพอดี แรงจูงใจเป็นองค์ประกอบสำคัญของการเรียนรู้ เพราะเป็นตัวจัดการสำคัญหรือเป็นต้นตอที่แท้จริงของพฤติกรรม
2. สิ่งจูงใจ (Incentive) สิ่งจูงใจเป็นสิ่งที่จะลดความเครียด และนำไปสู่ความพอใจ นักจิตวิทยาเชื่อว่า สิ่งจูงใจจะเป็นศูนย์กลางหรือหัวใจของการเรียนรู้เขาถือว่าแรงจูงใจซึ่งถือว่าเป็นภาวะภายในของอินทรีย์และกิจกรรมต่างๆ ล้วนเกิดขึ้นจากสิ่งจูงใจทั้งสิ้น
3. อุปสรรค (A Barrier or Block) นับเป็นพื้นฐานสำคัญอีกประการหนึ่งของการเรียนรู้ เพราะอุปมรรคหรือสิ่งกีดขวางย่อมทำให้เกิดปัญหา การที่ผู้เรียนเกิดปัญหาจะทำให้ผู้เรียนพยายามทำซ้ำๆ หรือเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม เพื่อจะฟันฝ่าอุปสรรคนั้นไปสู่เป้าหมายให้ได้
4. กิจกรรม (Active) กิจกรรมหรือการตอบสนองของอินทรีย์ เป็นส่วนที่จะทำให้เทราบว่าใครเกิดการเรียนรู้หรือไม่เพียงใด หรือเร็วอย่างไร และเป็นสิ่งที่อาจอ้างอิง ไปถึงความรู้สึกนึกคิดทางจิตใจที่ซ้อนเร้นอยู่ เราจะสังเกตเห็นว่าคนเรามักจะชอบประกอบกิจกรรมที่นำความสำเร็จ หรือความพอใจมาให้ซ้ำๆอยู่เสมอ แม้ว่าจะไม่เจอปัญหาใหม่ๆ ส่วนกิจกรรมหรือพฤติกรรมที่ไม่เคยนำความสำเร็จมาให้นั้นมักจะหลีกเลี่ยง

แก้วกล้า มิชัยโย. (http://www.tumcivil.com/engfanatic/board/gen.php?topic_id=13741&hit=1ได้รวบรวมองค์ประกอบของการเรียนรู้ไว้ดังนี้ องค์ประกอบสำคัญที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ประกอบด้วย  3  องค์ประกอบ  คือ
1.  ผู้เรียน  (The  Learner)
2.  สิ่งเร้า  (Stimulus )  หรือสถานการณ์ต่าง    โดยสิ่งเร้าหมายถึงสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวผู้เรียนหรือสถานการณ์ต่าง    หมายถึงสถานการณ์หลาย    อย่างที่เกิดขึ้นรอบตัวผู้เรียน
3.  การตอบสนอง  (Response) เป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นเมื่อได้รับสิ่งเร้าแต่ในขณะที่  

     เชียรศรี  วิวิธสิริ  (252723-24)  กล่าวว่า  สิ่งที่จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ง่าย  ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบ  3  ประการ  คือ
1.  ตัวผู้เรียนต้องมีความพร้อม  มีความต้องการที่จะเรียน  มีประสบการณ์มาบ้างแล้ว  และมีทัศนคติที่ดีต่อสิ่งที่จะเรียน
2.   ตัวครูจะต้องมีบุคลิกภาพดี  มีความรู้ในเนื้อหาวิชาที่สอนเป็นอย่างดี  มีวิธีการเทคนิคที่จะถ่ายทอดความรู้ไปสู่ผู้เรียนได้หลายวิธี  และแต่ละวิธีที่ใช้จะต้องเหมาะสมกับแต่ละเนื้อหาวิชา  และต้องรู้จักการใช้สื่อการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับเนื้อหาวิชาที่จะสอน  เพื่อผู้เรียนจะได้เข้าใจง่าย
3. สิ่งแวดล้อม  ต้องมีบรรยากาศในชั้นเรียนดี  มีมนุษย์สัมพันธ์อันดีระหว่างผู้เรียนกับผู้สอน  มีสถานที่เรียน  ตลอดจนอุปกรณ์  เช่น  ม้านั่ง  โต๊ะเรียนที่อำนวยความสะดวก  และเหมาะสม  สถานที่เรียนต้องมีบรรยากาศถ่านเทดี  อยู่ห่างไกลจากสิ่งรบกวน  และแหล่งเสื่อมโทรมต่าง    ทางไปมาสะดวก

     ปราณี  รามสูต  (252879-82)  กล่าวว่า  องค์ประกอบที่ส่งเสริมการเรียนรู้นั้นแบ่งออกเป็น  4  องค์ประกอบ  คือ
1. องค์ประกอบที่เกี่ยวกับผู้เรียน  ได้แก่  วุฒิภาวะ  และความพร้อม  ในการเรียนรู้ใด   ถ้าบุคคลถึงวุฒิภาวะและมีความพร้อมจะเรียนรู้ได้ดีกว่ายังไม่ถึงวุฒิภาวะ  และไม่มีความพร้อมความสามารถมนการเรียนรู้จากเด็กวัยรุ่นจะเพิ่มขึ้นเรื่อย    จากวัยรุ่นถึงวัยผู้ใหญ่จะคงที่จากวัยผู้ใหญ่หรือวัยชราจะลดลง  ประสบการณ์เดิม ความบกพร่องทางร่างกาย  ยิ่งมีความบกพร่องมากเท่าใด ความสามารถในการรับรู้และเรียนรู้ก็น้อยลงเท่านั้น  แรงจูงใจในการเรียน  เช่น  รากฐานทางทัศนคติต่อครู  ต่อวิชาเรียน  ความสนใจและความต้องการที่อยากจะรู้อยากเห็นในส่วนที่เรียน
2.   องค์ประกอบที่เกี่ยวกับบทเรียน  เช่น  ความยากง่ายของบทเรียนถ้าเป็นบทเรียนที่ง่ายผลการเรียนรู้ย่อมดีกว่าการมีความหมายของบทเรียน  ถ้าผู้เรียนได้เรียนในสิ่งมีมีความหมายเป็นที่สนใจของเขา  ย่อมทำให้เกิดการเรียนรู่ได้ดีกว่า ความยาวของบทเรียน  บทเรียนสั้น    จะทำให้เกิดการเรียนรู้ที่ดีกว่าบทเรียนที่ยาว  ตัวรบกวยจากบทเรียนอื่น  หรือจากกิจกรรมอื่น  จะขัดขวางการเรียนรู้ในสิ่งนั้น    ไม่ว่าตัวรบกวนนั้นจะเป็นกิจกรรมก่อนหรือหลังการเรียนรู้
3.   องค์ประกอบที่เกี่ยวกับวิธีเรียนวิธีสอน  เช่น  กิจกรรมในการเรียนการสอน  ครูควรเลือกกิจกรรมเพื่อให้เกิดผลการเรียนรู้ที่ดีที่สุดแก่นักเรียน  ตามเนื้อหาวิชาและโอกาส  การให้รางวัลและลงโทษ  เพื่อให้เกิดแรงจูงใจในการเรียน  การให้คำแนะนำในการเรียน  โดยครูแนะนำให้ถูกต้องและเหมาะสมจะช่วยให้ผู้เรียนเรียนได้ดีขึ้น
4.  องค์ประกอบการสิ่งแวดล้อมอื่นๆ  เช่น  สภาพแวดล้อมทางจิตวิทยา  ได้แก่ บรรยากาศในห้องเรียน  ความสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนต่อนักเรียน  ระหว่างนักเรียนกับครู  สภาพของโต๊ะ  เก้าอี้  ทิศทางลม  แสงสว่าง  ความสะอาด ความเป็นระเบียบ

     วนิช  บรรจง  และคณะ  (2514:87)  กล่าวเกี่ยวกับองค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อการเรียนรู้ดังนี้
1. การจูงใจ  การเรียนรู้ต้องมีมูลเหตุจูงใจ  ให้ผู้เรียนเกิดความสนใจที่จะเรียน  การจูงใจอาจทำได้โดยการให้รางวัลและลงโทษ  การให้คะแนน  การยอมรับนับถือจากผู้อื่น  ความสำเร็จในการงาน  การรู้จุดมุ่งหมายของการเรียน
2.  ตัวครู ต้องเป็นคนดีในทุกๆ ด้าน ควรเป็นผู้ที่รักในวิชาที่ตนสอนและต้องปลูกฝังความรักความสนใจและความเข้าใจในตัวเด็ก สนใจผู้เรียน นอกจากนี้ต้องรู้จักใช้กลยุทธ์ของการสอนในรูปแบบต่าง ๆ ตามความเหมาะสมของลักษณะวิชา ต้องหมั่นศึกษาหาความรู้ให้ทันสมัย และทันต่อเหตุการณ์
3.  สิ่งแวดล้อมทั้งทางครอบครัว และทางโรงเรียนโดยเฉพาะสิ่งแวดล้อมทางโรงเรียนมีผลต่อการเรียนรู้เป็นอย่างมาก เช่น สภาพของห้องเรียนที่น่าอยู่น่าอาศัย อุปกรณ์การเรียนการสอนที่เหมาะสมกับบทเรียน
4.  อุปกรณ์การศึกษาหรือเครื่องมือที่ครูนำมาประกอบการสอน ช่วยให้ครูสามารถถ่ายทอดข้อเท็จจริง ทักษะต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี และจะช่วยให้ผู้เรียนได้ใช้ประสาทสัมผัสหลายทางช่วยเร้าความ สนใจแก่ผู้เรียน ตลอดจนทำให้ผู้เรียนมีความตั้งใจเรียน ไม่เบื่อหน่ายและรู้สึกว่าตนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนการสอน
5.  วินัย เป็นเครื่องมือช่วยให้มนุษย์อยู่ร่วมกันด้วยความเรียบร้อย และมีความสุขช่วยให้ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลเป็นไปอย่างเรียบร้อย ซึ่งจะส่งผลการเรียนรู้ของผู้เรียน
6. การวัดและการประเมินผลการศึกษา จะช่วยให้เห็นความก้าวหน้าของผู้เรียนได้อย่างแจ่มชัด ทำให้สามารถปรับปรุงผลการเรียนทั้งรายบุคคลและส่วนรวมได้เป็นอย่างดี กล่าวได้ว่านักเรียนเป็นองค์ประกอบที่สำคัญองค์แระกอบแรกของการเรียนรู้ การเรียนรู้นั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในตัวนักเรียน นักเรียนเป็นผู้ที่รู้ด้วยตนเอง พบเอง เห็นเอง และเปลี่ยนประสบการณ์และพฤติกรรมด้วนตนเอง นอกจากนี้ในการเรียนรู้ยังต้องพิจารณาองค์ประกอบด้านความแตกต่างระหว่างบุคคล เพราะมนุษย์เรามีความแตกต่างกันทางด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม สติปัญญา และความถนัด ความแตกต่างทั้ง 5 ด้านนี้ เป็นองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้โดยตรง อันจะเป็นผลให้มนุษย์เรามีการรับรู้ได้แตกต่างกัน

สรุปองค์ประกอบของการเรียนรู้
               การที่ผู้เรียนจะเกิดการเรียนรู้ได้มากน้อยเพียงใด หรือมีประสิทธิภาพเพียงใด ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบต่างๆ ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ ผู้สอน กิจกรรมการเรียนการสอน ผู้เรียน ซึ่งทั้งสามองค์ประกอบนี้ย่อมมีความสำคัญในด้านผู้สอนจะต้องมีบุคลิกภาพที่ดี ยิ้มแย้มแจ่มใส มีความพร้อมในเนื้อหาที่จะสอน และจะต้องใช้จิตวิทยามาใช้ในการสอน เช่นการใช้แรงจูงใจ ตัวเสริมแรง หรือสิ่งเร้า เพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดการตอบสนองและเกิดการเรียนรู้ได้ดี ด้านกิจกรรมการเรียนการสอนจะต้องมีสื่อการเรียนรู้ที่น่าสนใจ มีกิจกรรมที่เสริม เช่น การเล่นเกม ร้องเพลง เพื่อทำให้เด็กไม่เกิดการตึงเครียดมากเกินไป และในด้านผู้เรียนครูควรจัดการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับวุฒิภาวะของผู้เรียน   เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ที่ดีและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ผู้สอนควรคำนึงถึงองค์ประกอบเหล่านี้เป็นสำคัญ

      ที่มา
     มาลินี จุฑารพ. (2537). จิตวิทยาการเรียนการสอนกรุงเทพฯ : ทิพย์วิสุทธิ์.
     อารี พันธ์มณี. (2534). จิตวิทยาการเรียนการสอน. กรุงเทพฯ : บริษัท เลิฟแอนด์ลิฟเพรส จำกัด.
     แก้วกล้า มิชัยโย. [online] http://www.tumcivil.com/engfanatic/board/gen.php? topic_id=13741&hit=1 .ทฤษฎีเกี่ยวกับการเรียนรู้เข้าถึงเมื่อ 12 กรกฎาคม 2558.

วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ความสำคัญของการเรียนรู้

ความสำคัญของการการเรียนรู้

     เปี่ยมพงศ์ นุ้ยบ้านด่าน (http://natres.psu.ac.th/Journal/Learn_Organ/index.htm)
     ได้กล่าวไว้ว่า การเรียนรู้เป็นสิ่งที่สำคัญที่จะทำให้สิ่งมีชีวิตทุกชนิดมีการปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อม เพื่อที่จะสามารถดำรงชีวิต อยู่ในโลกนี้ได้สิ่งมีชีวิตใดก็ตามที่ไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมก็จะไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ เช่น ไดโนเสาร์ที่สูญพันธุ์ไปเมื่อนับล้านปีที่แล้วเป็นต้นหากเราจะเปรียบเทียบองค์การหนึ่ง ๆ ที่กำลังดำเนินกิจการอยู่เป็นสิ่งมีชีวิตที่ดำรงชีวิต อยู่ท่ามกลางกระแสแห่งโลกาภิวัฒน์ (Globalization) องค์การใดที่มีการเรียนรู้มีการปรับตัวที่ดีก็สามารถดำรงอยู่ได้

     พงษ์พันธุ์  พงษ์โสภา (2542:79) ได้กล่าวไว้ว่า
     การเรียนรู้ (Learning) เป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งของชีวิต การเรียนรู้จะช่วยให้คนเราสามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตหรือสามารถปรับสิ่งแวดล้อมให้เข้ากับตัวเราได้แวดล้อมให้เข้ากับตัวเราได้อย่างเหมาะสม ดังนั้น คนเราจึงต้องมีการเรียนรู้อยู่เสมอและเป็นไปอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต ด้วยเหตุนี้เอง นักจิตวิทยา ครู อาจารย์ ตลอดถึงผู้ที่เกี่ยวข้องในแวดวงของการศึกษา จึงให้ความสนใจเรื่องของการเรียนรู้เป็นอย่างมาก ทั้งนี้ เพราะชีวิตความเป็นอยู่ และการประพฤติของคนเราจะเป็นไปในรูปแบบใด ย่อมขึ้นอยู่กับการเรียนรู้เป็นสำคัญ

     วารินทร์ สายโอบเอื้อ (2529:41-42) ได้กล่าวไว้ว่า
     การเรียนรู้มีความสำคัญยิ่งต่อพฤติกรรมของมนุษย์และสัตว์ โดยเฉพาะคนเราเกิดมาจะต้องพบกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ตลอดชีวิตของคนเรานั้นมีการเรียนรู้สิ่งต่างๆมากมาย เช่น เรียนรู้วิธีแก้ปัญหาเวลาหิว เวลาหนาว เวลาเจ็บป่วย เรียนรู้นิสัยต่างๆในการดำรงชีวิต เรียนรู้ในการที่จะติดต่อกับบุคคลอื่น การทำงนร่วมกับคนอื่น เรียนรู้ในห้องเรียน เรียนรู้ในการอยู่ร่วมกันของสามีภรรยา เรียนรู้วิธีทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ  ตลอดจนเรียนรู้วิธีปฏิบัติเพื่อให้อยู่ร่วมกันในสังคมได้
ซึ่งการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอันเป็นผลมาจากการเรียนรู้ สรุปได้ 3 ด้าน คือ
1. การเปลี่ยนแปลงด้านความคิด ความรู้ ความเข้าใจ ได้แก่ การมีความรู้ ความเข้าใจในสิ่งต่างๆ เพิ่มขึ้นจากเดิม และกว้างขวางขึ้น
2. การเปลี่ยนแปลงด้านจิตใจ เป็นการเปลี่ยนแปลงด้านอารมณ์ความรู้สึก ทัศนคติหรือค่านิยมต่างๆ เป็นต้น
3. การเปลี่ยนแปลงด้านการกระทำ หรือด้านการปฏิบัติ เป็นการเปลี่ยนพฤติกรรมภายนอก อาจเรียกว่าทักษะ ได้แก่ การกระทำที่คล่องแคล่ว รวดเร็วขึ้น ชำนาญขึ้น ถูกต้องมากยิ่งขึ้น


สรุป
     การเรียนรู้เป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งของชีวิต การเรียนรู้จะช่วยให้เราสามารถดำรงชีวิตให้เข้าสิ่งแวดล้อมและปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในได้อย่างเหมาะสม


ที่มา
     เปี่ยมพงศ์ นุ้ยบ้านด่าน. [online] http://natres.psu.ac.th/Journal/Learn_Organ/index.htm. องค์การแห่งการเรียนรู้ .เข้าถึงเมื่อ 23/06/2558.

     พงษ์พันธุ์  พงษ์โสภา. (2542). จิตวิทยาการศึกษากรุงเทพมหานคร : พัฒนาการศึกษา.

     วารินทร์ สายโอบเอื้อ. (2529). จิตวิทยาการศึกษากรุงเทพมหานคร : สยามยูเนี่ยน พริ้นติ้ง.

วันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ความหมายของการเรียนรู้

ความหมายของการเรียนรู้

        https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3% E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99
ได้รวบรวมความหมายของการเรียนรู้ไว้ว่า
        การเรียนรู้ หมายถึง การได้รับความรู้ พฤติกรรม ทักษะ คุณค่า หรือความพึงใจ ที่เป็นสิ่งแปลกใหม่หรือปรับปรุงสิ่งที่มีอยู่ และอาจเกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์สารสนเทศชนิดต่าง ๆ ผู้ประมวลทักษะของการเรียนรู้เป็นได้ทั้งมนุษย์ สัตว์ และเครื่องจักรบางชนิด ความก้าวหน้าในการเรียนรู้เมื่อเทียบกับเวลามีแนวโน้มเป็นเส้นโค้งแห่งการเรียนรู้ (learning curve)
การเรียนรู้ของมนุษย์อาจเกิดขึ้นจากส่วนหนึ่งของการศึกษา การพัฒนาส่วนบุคคล การเรียนการสอน หรือการฝึกฝน การเรียนรู้อาจมีการยึดเป้าหมายและอาจมีความจูงใจเป็นตัวช่วย การศึกษาว่าการเรียนรู้เกิดขึ้นได้อย่างไรเป็นส่วนหนึ่งของสาขาวิชาประสาทจิตวิทยา (neuropsychology) จิตวิทยาการศึกษา (educational psychology) ทฤษฎีการเรียนรู้ (learning theory) และศึกษาศาสตร์ (pedagogy) การเรียนรู้อาจทำให้เกิดพฤติกรรมการเรียนรู้ (habituation) หรือการวางเงื่อนไขแบบดั้งเดิม (classical conditioning) ซึ่งพบในสัตว์หลายชนิด หรือทำให้เกิดกิจกรรมที่ซับซ้อนมากขึ้นอย่างเช่นการเล่น ซึ่งพบได้เฉพาะในสัตว์ที่มีเชาวน์ปัญญา  การเรียนรู้อาจก่อให้เกิดความตระหนักอย่างมีสำนึกหรือไม่มีสำนึกก็ได้


         http://www.novabizz.com/NovaAce/Learning/Learning_Process.htm#ixzz3dCzT6nDi 
ได้รวบรวมความหมายของการเรียนรู้ไว้ว่า
        การเรียนรู้เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ตลอดชีวิต คำจำกัดความที่นักจิตวิทยา มักจะกล่าวอ้างอยู่เสมอ แต่ยังไม่ถึงกับเป็นที่ยอมรับ กันอย่างสากล คือ คำจำกัดความของ 
คิมเบิล (Gregory A Kimble) 
คิมเบิล กล่าวว่า "การเรียนรู้คือการเปลี่ยนแปลงศักยภาพแห่งพฤติกรรมที่ค่อนข้างถาวร
ซึ่งเป็นผลมาจากการฝึกหรือการปฏิบัติที่ได้รับ การเสริมแรง(Learning as arelatively permanent
change in behavioral potentiality that occurs as a result of reinforced practice) " 
จากความหมายของการเรียนรู้ข้างต้นแยกกล่าวเป็นประเด็นสำคัญได้ 
เคยไหมสะกดคำว่ารัก คำว่าภักดี คำว่าซื่อตรงเคยไหมรักใครสักคน ด้วยหัวใจในช่วงสั้น หรือเพียงชั่วครู่ และในขณะเดียวกันก็ไม่ใช่พฤติกรรมที่คงที่ที่ไม่เปลี่ยนแปลงอีกต่อไป
    ๓ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมดังกล่าว ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนไปอย่างทันทีทันใด แต่มันอาจเป็นการเปลี่ยนแปลงศักยภาพ (Potential) ที่จะกระทำ สิ่งต่าง ๆ ต่อไปในอนาคต การเปลี่ยนแปลง ศักยภาพนี้อาจแฝงอยู่ในตัวผู้เรียน ซึ่งอาจจะยังไม่ได้แสดงออกมา เป็นพฤติกรรมอย่าง ทันทีทันใดก็ได้
    ๔ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม หรือการเปลี่ยนแปลงศักยภาพในตัวผู้เรียนนั้นจะเป็นผลมาจากประสบการณ์หรือการฝึกเท่านั้น การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม หรือศักยภาพอันเนื่องมาจากสาเหตุอื่นไม่ถือเป็นการเรียนรู้
    ๕ ประสบการณ์หรือการฝึกต้องเป็นการฝึกหรือปฏิบัติที่ได้รับการเสริมแรง (Reinforced practice) หมายความว่า เพียงแต่ผู้เรียนได้ รับรางวัลหลังจากที่ตอบสนอง ก็จะให้เกิดการเรียนรู้ขึ้นในแง่นี้คำว่า "รางวัล" กับ "ตัวเสริมแรง" (Reinforce) จะให้ความหมายเดียวกัน ต่างก็คือหมายถึงอะไรบางอย่างที่อินทรีย์ (บุคคล) ต้องการ


        เสรี วงษ์มณฑา (https://www.facebook.com/seri.wongmonta/posts/592724210766056
ได้กล่าวหมายบทการเรียนรู้ไว้ว่า
        การเรียนรู้ (learning) คือการเปลี่ยนแปลง ซึ่งมี 3 ด้านคือ 
1 ด้านสมอง (cognitive change) คือไม่รู้ได้รู้ ไม่เข้าใจได้เข้าใจ ไม่ตระหนักได้ตระหนัก
2. ด้านความรู้สึก (affective change) คือไม่ชอบเป็นชอบ ชอบน้อยเป็นชอบมาก ชอบเป็นไม่ชอบ เกลียดน้อยเป็นเกลียดมาก
3. ด้านพฤติกรรม (conative change) คือทำไม่เป็นกลายเป็นทำเป็น ทำไม่เก่งเป็นทำเก่ง ไม่เคยทำหันมาทำ เคยทำอยู่แล้วเลิกทำ เคยนานๆทำทีกลายเป็นทำบ่อยๆ
ถ้าคนเราอ่านหรือฟังแล้วรู้มากขึ้น เข้าใจมากขึ้นก็แสดงว่ามีการเรียนรู้  ถ้าคนเราชอบอะไรหรือไม่ชอบอะไรอย่างไม่ถูกต้องหรือพูดง่ายๆว่ามีทัศนคติที่ไม่ถูกต้อง เมื่อได้ยินได้ฟังข้อมูลเพิ่มเติมก็แสดงว่ามีการเรียนรู้  คนเราทำอะไรไม่ถูกต้องหรือทำสิ่งที่ไม่ควรทำ เมื่อได้ยินได้ฟังคนที่เขาเห็นข้อบกพร่องชี้แจงแนะนำ แล้วรู้จักเปลี่ยนการกระทำก็แสดงว่ามีการเรียนรู้  แต่ถ้าคนเราได้ยินได้ฟังแล้วความรู้ความเข้าใจไม่มีการพัฒนา รู้เท่าเดิม เข้าใจเท่าเดิม ก็แสดงว่าไม่มีการเรียนรู้  คนเรารักใครชังใคร ชอบอะไรไม่ชอบอะไร อย่างไม่ถูกต้อง มีทัศนคติที่ไม่ถูก
ถ้าได้ยินได้ฟังคำอธิบายแล้วก็ยังจะยืนยันทัศนคติเดิม ไม่ยอมเปลี่ยนทัศนคติ ก็แสดงว่าไม่มีการเรียนรู้  คนเราทำผิดแล้วมีคนชี้ให้เห็นข้อบกพร่อง แต่ก็ยังไม่ยอมเปลี่ยนการกระทำ ยังคงทำผิดอย่างที่เคยก็แสดงว่าไม่มีการเรียนรู้
        คนเราจะเรียนรู้ได้จะต้องผ่านขั้นตอนดังต่อไปนี้
1 sensitive. เปิดหูเปิดตาที่จะรับข้อมูลใหม่ๆเข้ามา
2. Perceptive ต้องเกิดความคำนึงว่าบางสิ่งบางอย่างมีปัญหาหรือไม่ถูกต้อง
3. Inquisitive ต้องการถามไถ่ใฝ่หาข้อมูลเพื่อนำเอามาเป็นแนวทางที่จะแก้ปัญหา
4. Cognitive ได้รับความรู้จากข้อมูลที่ไปหามา มีการเปลี่ยนแปลงทางสมอง
5. Comparative นำเอาหนทางในการปรับแก้มาพิจารณาอย่างถี่ถ้วน
6. Affective เกิดความรู้สึกชื่นชอบทางเลือกทางใดทางหนึ่งมีการเปลี่ยนแปลงทางทัศนคติ
7. Decisive พร้อมที่จะตัดสินใจเลือกทางที่คิดว่าดีที่สุด
8. Active เกิดการเปลี่ยนแปลงในการกระทำที่อยู่บนพื้นฐานการเปลี่ยนแปลงทางสมองและทางความรู้สึก
9. Evaluative เมื่อทำไปแล้วก็มานั่งประเมินการทำงานของตนตามหลักวิมังสาคือการใคร่ครวญการกระทำของตนเอง
10. Adaptive หลังจากการประเมินแล้วมีอะไรต้องปรับเปลี่ยนก็ปรับ เพื่อไม่ให้ผิดพลาดต่อเนื่องหรือซ้ำซาก
         ทุกวันนี้คนที่ไม่เรียนรู้อะไรเพราะไม่เปิดหูเปิดตารับฟังข้อมูล ขาด sensitive  บางคนเปิดหูเปิดตาฟังโน่นดูนี่ แต่ไม่เคยเกิดความรู้สึกว่ามีปัญหาต้องแก้ไข ขาด perceptive  บางคนรู้ว่ามีปัญหาแต่ไม่สนใจที่จะแก้ไข จึงไม่อยากรู้อะไรเพิ่มเติม ขาด inquisitive  บางคนฟังมาดูมา ไม่ยอมเปิดใจที่จะเข้าใจหรือยอมรับอะไรใหม่ๆก็ไม่มี cognitive change  บางคนแม้จะรู้ข้อมูลมาก็ไม่เคยมองหลายด้าน ไม่เอาสิ่งที่ขัดแย้งมาเทียบเคียงหาจุดดีจุดด้อยของแต่ละทางเลือก เพราะยังฝังใจกับสิ่งเดิม ขาด comparative  บางคนเทียบแล้ว แต่ด้วยอคติ ไม่เปิดใจกว้าง ก็จะยังมีทัศนคติเดิมๆที่รักก็ยังรัก ที่ชังก็ยังชัง ไม่มี affective change  ในที่สุดก็ไม่ตัดสินใจที่จะทำอะไรใหม่ๆ เป็นdecisive. ที่อาจจะไม่ให้โอกาสตัวเอง เมื่อเป็นเช่นนั้นก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ไม่มี active change   เลยอยู่แบบเก่าๆเดิมๆ รู้เดิมๆรู้สึกเดิมๆ ทำตัวเดิมๆ ไม่คิดประเมินตัวเองด้วย ขาด evaluative. สุดท้ายก็ไม่มีการปรับตัวตามที่ควรจะปรับ ไม่มี adaptive.
ทั้งหมดนี้สะท้อนว่ากระบวนการการเรียนรู้ไม่เกิดขึ้น หรือเกิดขึ้นก็ไม่ครบขั้นตอน จมปลักอยู่กับความรู้ที่ไม่ถูกต้อง ทัศนคติที่ไม่ถูกต้อง การกระทำก็เลยไม่ถูกต้องไปด้วยการปิดกั้นตัวเองไม่เปิดรับข้อมูลใหม่ๆ ทำให้คนเราไม่มีการเปลี่ยนแปลง ก็หมายถึงการไม่ได้เรียนรู้ แล้วเราจะพัฒนาตนเองได้อย่างไร
เกิดเป็นมนุษย์ต้องไม่หยุดพัฒนาเพราะมนุษย์ที่หยุดพัฒนาจะไร้ค่าความเป็นคน วันนี้เราต้องดีกว่าวันวาน วันพรุ่งนี้เราต้องดีกว่าวันนี้ โดยจะต้องมีความรู้ที่ถูกต้องมากขึ้น มีทัศนคติที่ถูกต้องมากขึ้น และมีการกระทำที่ถูกต้องมากขึ้น  ปิดหูปิดตาไม่ยอมรับข้อมูลใหม่ๆ จะทำให้ดัดดาน ชีวิตไม่มีอะไรดีขึ้น ก็คือไม่มีการเรียนรู้นั้นเอง
การเรียนรู้เกิดได้ทุกที่ทุกเวลาทุกรูปแบบ แค่เปิดหูเปิดตาและอย่าลืมเปิดใจให้กว้างอย่างไร้อคติ ก็จะได้พบข้อมูลใหม่ที่ทำให้การตัดสินใจด้านทัศนคติและการกระทำของเราดีขึ้น

สรุปความหมายของการเรียนรู้
       การเรียนรู้ หมายถึง การที่ได้รับความรู้ พฤติกรรม ทักษะ คุณค่า หรือความพึงพอใจ ที่เป็นสิ่งแปลกใหม่หรือปรังปรุงสิ่งที่มีอยู่ และอาจเกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์สารสนเทศชนิดต่างๆผู้ประมวลทักษะของการเรียนรู้เป็นได้ทั้งมนุษย์ สัตว์ และเครื่องจักรบางชนิด ความก้าวหน้าในการเรียนรู้เมื่อเทียบกับเวลามีแนวโน้มเป็นเส้นโค้งแห่งการเรียนรู้ การเรียนรู้เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ตลอดชีวิต โดยคิมเบิลได้กล่าวไว้ว่า การเรียนรู้คือการเปลี่ยนแปลงศักยภาพแห่งพฤติกรรมที่ค่อนข้างถาวรซึ่งเป็นผลจาการฝึกหรือปฏิบัติที่ได้รับจากการเสริมแรง ซึ่งการเรียนรู้จะมีการเปลี่ยนแปลง3ด้าน ได้แก่ ด้านสมอง ด้านความรู้สึก และด้านพฤติกรรม

ที่มา 
      https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0% B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99การเรียนรู้. เข้าถึงเมื่อเมื่อ 16/06/2558.

      http://www.novabizz.com/NovaAce/Learning/Learning_Process.htm#ixzz3dCzT6nDiการเรียนรู้. เข้าถึงเมื่อ 16/06/2558.

     เสรี วงมณฑา. [Online] https://www.facebook.com/seri.wongmonta/posts/592724210766056การเรียนรู้. เข้าถึงเมื่อ 16/06/2558.